Reduction of Stigma & Discrimination as a Pathway to Build Quality Culture

0
507

     การลดการตีตรา และการเลือกปฏิบัติ เพื่อสร้างวัฒนธรรมคุณภาพที่เปิดกว้างในโรงพยาบาล การบรรยายนี้มุ่งเน้นไปที่ผู้ติดเชื้อ HIV เป็นหลัก เนื่องจากผลกระทบด้านลบที่ยังเป็นปัญหาสำคัญในปัจจุบันต่อการเข้ารับการตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี การเปิดเผยสถานะการติดเชื้อเอชไอวี การดูแลรักษาด้วยยา และการมาโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการลดการตีตรา และการเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อ HIV จึงเป็นกุญแจสำคัญสู่ระบบสาธารณสุขที่เท่าเทียม 

การตีตรา และการเลือกปฏิบัติ: อุปสรรคสำคัญในระบบสาธารณสุข

     การตีตรา (Stigma) หมายถึง ความเชื่อเชิงลบที่สังคม หรือ บุคคลมีต่อกลุ่มคนบางกลุ่ม ซึ่งนำไปสู่การเลือกปฏิบัติ (Discrimination) หรือ การปฏิบัติต่อบุคคล หรือ กลุ่มบุคคลอย่างแตกต่างกัน การตีตรา และการเลือกปฏิบัติในสถานพยาบาลส่งผลให้ผู้ป่วยไม่กล้าเข้ารับการรักษา ลดความร่วมมือในการรักษา และส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต

     ตัวอย่างของการตีตราในโรงพยาบาล ได้แก่ การแสดงท่าทีรังเกียจผู้ป่วย การป้องกันตนเองมากเกินความจำเป็น การเหมารวมผู้ป่วย และการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวโดยไม่ได้รับอนุญาต ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้รับบริการ แต่ยังรวมถึงผู้ให้บริการที่อาจเผชิญกับการตีตราเช่นกัน แม้สถานการณ์ในประเทศไทยจะดีขึ้น แต่บุคลากรทางการแพทย์ก็ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับ HIV อยู่มาก 

ผลกระทบของการตีตราและการเลือกปฏิบัติ

การตีตราและการเลือกปฏิบัติส่งผลเสียหลายด้าน

  • ต่อผู้ป่วย: ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสงสัย ถูกปฏิเสธ ไม่กล้าเปิดเผยสถานะสุขภาพ ลดความร่วมมือในการรักษา (เช่น การรับประทานยา) และอาจตัดสินใจไม่เข้ารับการรักษา นอกจากนี้ยังอาจนำไปสู่การตีตราตนเอง (internalized stigma) ซึ่งส่งผลต่อความรู้สึกผิดและความภาคภูมิใจในตนเอง
  • ต่อบุคลากรทางการแพทย์: อาจเกิดความกลัวในการดูแลผู้ป่วยบางกลุ่ม มีทัศนคติเชิงลบ และใช้มาตรการป้องกันตนเองมากเกินความจำเป็น สิ่งเหล่านี้อาจส่งผลต่อคุณภาพการดูแลและบรรยากาศในการทำงาน
  • ต่อสถานพยาบาล: นำไปสู่ผลลัพธ์การรักษาที่ไม่เท่าเทียมกัน การไม่รับรักษาผู้ป่วย HIV และส่งผลเสียต่อวัฒนธรรมโดยรวมขององค์กร 

U=U: เป้าหมายสำคัญของการดูแลผู้ติดเชื้อ HIV

     แนวคิด U=U (Undetectable = Untransmittable : “ตรวจไม่พบ” เท่ากับ “ไม่แพร่”) หมายถึง หากผู้ติดเชื้อสามารถลดปริมาณไวรัสจนอยู่ในระดับที่ตรวจไม่พบ (Undetectable) ก็จะไม่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ (Untransmittable) อย่างไรก็ตาม การบรรลุ U=U จำเป็นต้องมีการกินยาอย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ U=U จะช่วยลดความกลัวและการตีตราต่อผู้ติดเชื้อ HIV ได้

DEI และการสร้างวัฒนธรรมที่เท่าเทียม

     แนวคิด Diversity, Equity, and Inclusion (DEI) มีความสำคัญในระบบสาธารณสุขระดับสากล เพื่อให้ทุกคนได้รับบริการอย่างเท่าเทียมโดยไม่คำนึงถึงสถานะใดๆ การสร้างวัฒนธรรมที่ดี (Good Culture) ช่วยลดอคติและการเลือกปฏิบัติในระบบสุขภาพ

Diversity (ความหลากหลาย) หมายถึง ความหลากหลายของผู้คน

Equity (ความเท่าเทียม) หมายถึง ความเท่าเทียมกัน

Inclusion (การมีส่วนร่วม) หมายถึง การที่ทุกคนมีส่วนร่วมกัน 

Cultural Hacking และ Nudges: เครื่องมือปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

Cultural Hacking (กะเทาะเปลือกวัฒนธรรม) เป็นแนวทางที่ใช้วิธีการเล็ก ๆ เพื่อค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงระบบ และวัฒนธรรมองค์กร เช่น การส่งเสริมให้บุคลากรกินข้าวร่วมกับผู้ติดเชื้อ HIV เพื่อลดการตีตรา หรือให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมในการดูแลผู้ป่วย HIV

Nudges (ทฤษฎีการสะกิด) เป็นการกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมโดยที่บุคคลไม่รู้ตัว เช่น การติดป้ายเตือนที่เคาน์เตอร์ยาเพื่อให้เภสัชกรใช้ภาษาที่ไม่ก่อให้เกิดการตีตรา การกระตุ้นเตือนกลายเป็นที่นิยมในสถานที่ทำงาน เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมได้โดยไม่ต้องมีผู้นำที่เข้มงวด 

ประสบการณ์ของบุคลากรทางการแพทย์ และผู้รับบริการ

     บุคลากรทางการแพทย์ยังมีความกังวลเกี่ยวกับการติดเชื้อ HIV และอาจมีการป้องกันตนเองเกินความจำเป็น ซึ่งเกิดจากความไม่รู้ และความกลัว การให้ความรู้เกี่ยวกับช่องทางการติดต่อ และการป้องกันที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ

     ในขณะเดียวกัน ผู้ติดเชื้อ HIV หลายคนยังคงเผชิญกับการเลือกปฏิบัติในสถานพยาบาล และชุมชน บางคนไม่ไปรับการรักษาต่อเนื่องเพราะกลัวการถูกตีตรา รวมถึงการเปิดเผยสถานะโดยไม่ได้รับความยินยอมยังคงเป็นปัญหาใหญ่ นอกจากนี้ การตีตราตนเอง (Self-stigma) ของผู้ติดเชื้อเองก็เป็นอุปสรรคต่อการรักษา และคุณภาพชีวิตของพวกเขาด้วย 

แนวทางลดการตีตราและการเลือกปฏิบัติ
  1. สร้างความตระหนัก และให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับ HIV ช่องทางการติดต่อ และ U=U
  2. เปลี่ยนแปลงทัศนคติของบุคลากรทางการแพทย์ ให้เปิดกว้างและไม่มีอคติ
  3. ปรับปรุงกระบวนการบริการ เพื่อไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติ เช่น การเรียกรับยาที่ไม่เปิดเผยสถานะของผู้ป่วย อาจจะใช้คำเรียกจากเดิม “รับยาต้านไวรัส” เป็น “รับยาตรงเวลา”
  4. ใช้ Cultural Hacking และ Nudges เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
  5. สื่อสารด้วยความเคารพ และให้เกียรติผู้ป่วยทุกคน
  6. รับฟังความคิดเห็นของผู้รับบริการ และนำมาปรับปรุงบริการ
  7. ลดการตีตราตนเองของผู้ติดเชื้อ โดยให้การสนับสนุนด้านจิตใจ
  8. สร้างมาตรฐานการปฏิบัติ ที่ชัดเจน และเท่าเทียมสำหรับผู้ป่วยทุกคน
  9. พัฒนานโยบายระดับองค์กร ที่สนับสนุนการไม่ตีตรา และไม่เลือกปฏิบัติ 
  10. ร่วมมือกับภาคประชาสังคม เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง 
บทสรุปการลดการตีตรา และการเลือกปฏิบัติเพื่อสู่อนาคตวัฒนธรรมที่เท่าเทียม

     การลดการตีตรา และการเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อ HIV ต้องอาศัยความเข้าใจที่ถูกต้อง การปรับเปลี่ยนทัศนคติของบุคลากรทางการแพทย์ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และเคารพต่อผู้ป่วยทุกคน การทำให้ HIV เป็นเรื่องปกติในสังคม (Normalization) จะช่วยให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในการดูแลรักษา และป้องกันการแพร่เชื้ออย่างยั่งยืน 

ดร.ภญ.วรรณา ตั้งภักดีรัตน์ ผู้ถอดความ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here